หน้าหลัก วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความทรงจำนอกมิติ
ค้นหาที่นี่


ความทรงจำนอกมิติ
(0 votes, average 0 out of 5)
วิทยาศาสตร์ - ฟิสิกส์
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2009 เวลา 10:19 น.

ความจริงมีหลายแบบ-แบบไหนจริง?

น้ำใส ขอนำเสนอความทรงจำนอกมิติ เห็นหัวข้อแล้วหลายๆท่านเกิดความสนใจใช่ใหมละ ลองติดตามอ่านกันดูเลยจ้า
     ทุกวันนี้ตีเสียว่ามีประชากรโลกอยู่ประมาณ  6,500  ล้านคน  และมีคนไทยอยู่ราวๆ  หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของจำนวนนั้น   ผู้เขียนเชื่อว่าคนในโลกเช่นกัน   และในส่วนที่ใหญ่มากจริงๆ  รวมทั้งคนไทยในส่วนที่พอๆ  กันหรืออาจจะมากกวาฝรั่งเสียอีก   เชื่อว่าความจริงที่แท้จริงก็เป็นเช่นที่ตาของมนุษย์เห็นนั่นแหละ   จริงๆ  แล้วเราส่วนใหญ่เชื่ออย่างนั้นจริง   ทั้งที่คนไทยมากกว่า  90%  นับถือพุทธ   และพุทธศาสนาบอกเราเช่นเดียวกับทุกศาสนาที่อุบัติขึ้นที่อินเดีย   ที่มาจากลัทธิพระเวทได้บอกมานับเป็นพันๆ  ปีแล้วว่า   สิ่งและปรากฏการณ์ที่เราเห็นหรือรับรู้เป็นประจำในทุกวัน   ว่าตั้งอยู่ข้างนอกและแยกส่วนออกจากกันเป็นชิ้นๆ  และที่คิดว่าจริงนั้น   ล้วนแล้วแต่ไม่จริง   คือเป็นภาพลวงตาหรือเป็นภาพมายา   ส่วนความจริงที่อยู่ข้างหลังเป็นเพียงคลื่นแสงอันสว่างไสว  (ปภา)  น่าสนใจที่รากศัพท์ของคำว่ามายา  คือการชี้วัด  (measurement)  ซึ่งตรงกับควอนตัมเมคานิกส์   ที่การชี้วัดความจริงแท้ที่อยู่ข้างหลังทำให้เรามองไม่เห็น  เห็นแต่มายา   ภาพลวงตาที่เป็นของปลอม   ทำให้คนไทยที่แม้ว่าจะนับถือพุทธศาสนา   แต่คิดว่าถึงจะจริงอย่างไรก็ไม่เชื่อสิ่งที่ศาสนาบอกศาสนาสอน   นั้นเพราะเชื่อประสบการณ์ตัวเองมากกว่า   ทั้งพระสงฆ์เองที่มีหน้าที่สอน   ส่วนมากก็ไม่สอนไม่ย้ำให้เชื่อและปฏิบัติเป็นนิสัย

     จริงๆ  แล้วชื่อของบทความของวันนี้อาจจะตีความได้หลายอย่าง  เช่น  แสดงถึงความยโสโอหังของผู้เขียนที่ทำตัวเยี่ยงผู้รอบรู้ก็ได้   หรือผู้เขียนรู้ได้อย่างไร?  ว่าเป็นความจริงแท้?  อะไรล่ะคือความจริงปลอม?  ฯลฯ  ว่าแล้วก็เลยไม่อ่าน   อย่างไรก็ตามถ้าหากท่านผู้อ่านที่อ่านบทความบทนี้จนจบได้   ขอรับรองได้เลยว่าต้องได้รับความรู้จริงๆ  ที่อาจไม่เคยรู้มาก่อนติดไม้ติดมือไปบ้างไม่มากก็น้อย

     ความจริงที่เรา-สาธารณชนคนทั่วไป-รู้และมั่นใจว่าพิสูจน์ได้   หรือเราเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างยิ่งโดยไม่เคยจะคิดถาม   เพราะได้ยินได้ฟังได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ยังเล็กๆ  ยังแบเบาะมาเพียงอย่างเดียว   ซ้ำๆ  ซากๆ  มาตั้งแต่สมองยังไม่ได้มีวิวัฒนาการมาได้อย่างสมบูรณ์   พูดง่ายๆ   ยังไม่มีพัฒนาการของเหตุผลที่พัฒนาเจริญเติบโตของสมองกลีบหน้าสุด   นักวิทยาศาสตร์  นักปรัชญา  และนักศาสนา  รวมทั้งนักเทววิทยาที่มีหน้าที่แสวงหาความจริงที่แท้จริง   แต่ทั้งสามวินัย-แม้จะหาสิ่งเดียวกัน-แต่ใช้วิธีการคนละอย่างกัน   นักวิทยาศาสตร์  (กายภาพเก่าๆ เดิมๆ)  เชื่อและใช้เฉพาะอวัยวะประสาทสัมผัสรับรู้ภายนอกทั้งห้า  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  และกายสัมผัส-รับรู้ว่าจริง  เรียกว่าพิสูจน์และสามารถทำซ้ำโดยใครก็ได้   ที่แน่ละใครทุกคนย่อมเห็นช้างเป็นช้างเหมือนกัน   ไม่มีใครมองเห็นว่าช้างเป็นกิ้งกือ

     ส่วนนักปรัชญาจะใช้ความคิดจิตรู้ที่อยู่ภายใน   หรือตัวแปลที่สมองแปลสิ่งที่อวัยวะประสาทสัมผัสรับรู้ภายนอกบอก   แล้วคิดด้วยความคิดพิจารณาบนเหตุผลหรือสติปัญญา  (intelligence)  ส่วนนักศาสนาใช้จิตวิญญาณ   หรือใช้จิตไร้สำนึกที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในจักรวาล  (ที่มองไม่เห็น  รับรู้ไม่ได้โดยอวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้า   ทำให้เราส่วนใหญ่มากๆ  จึงไม่รู้และไม่เชื่อ)   ทำหน้าที่เป็นตัวรู้   แต่เนื่องจากเป็นการรู้เฉพาะตัวเองในฐานะบุคคลที่หนึ่งเท่านั้น  คนที่ไม่รู้ไม่เห็นจึงยากที่จะเชื่อ   ซ้ำร้ายยังมีนักเทววิทยาจิตนิยมงมงาย   ทำให้ผู้ที่ไม่เชื่ออยู่แล้วไม่เชื่อมากขึ้น   งมงายยิ่งขึ้น

     นักวิทยาศาสตร์ทุกๆ   คนเลยต่างก็รู้และจะตอบอย่างเดียวกันว่า  สัตว์ทุกชนิดและทุกตัว  ถ้ามีตาแล้วย่อมมองเห็นเพื่อรู้จักหาอาหารและเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย   แต่สัตว์ทุกชนิดและทุกตัวจะเห็นแตกต่างและไม่เห็นเช่นที่มนุษย์เห็น   เช่น  ปลาหรือกบจะมองเห็นแค่สองสีเท่านั้น  เราต้องเข้าใจว่าโลกใบเดียวกันก็น่าจะประกอบด้วยธรรมชาติอย่างเดียวกัน   แต่ที่สัตว์ทั้งหลายมองเห็นหรือรับรู้ไม่เหมือนกัน   อยู่ที่การแปลธรรมชาติรอบๆ  ตัวไม่เหมือนกัน

     ทำไมถึงแปลไม่เหมือนล่ะ?  แล้วอะไรที่ทำหน้าที่แปล?  คงต้องตอบต่อไปว่าที่แปลไม่เหมือนกัน   เพราะสัตว์หรือคนก็ตามล้วนมีการเอาตัวให้รอดปลอดภัยที่ไม่เหมือนกันทั้งนั้นทั้งโลกเลย  ส่วนการแปลเป็นหน้าที่หนึ่งของสมอง   แต่สำหรับมนุษย์มักจะเรียกสิ่งที่แปลนี้ว่าจิตใจ  หรือจิตรู้  หรือจิตสำนึก   สมองจะต้องมีหน้าที่สำคัญอย่างน้อยก็สองอย่าง   หนึ่งคือทำหน้าที่แปลอย่างว่า   ซึ่งทำให้เรารู้สิ่งที่อวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกบอกเราว่าสิ่งนี้กินได้   สิ่งโน้นกินไม่ได้  ตรงนี้ปลอดภัยแต่ตรงโน้นไม่ปลอดภัยหรืออันตราย    ซึ่งเราจะต้องรู้เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอด  สองคือ  สมองทำหน้าที่ให้จิตเปลี่ยนเป็นจิตใจ  หรือทำหน้าที่บริหารจิตไร้สำนึกให้เป็นจิตสำนึกหรือจิตรู้   เพื่อให้สัตว์โลกเรียนรู้โลกและจักรวาลที่เขียนบ่อยๆ  คือ  "รู้รอด"  และโดยเฉพาะมนุษย์  "รู้ว่ารู้"  และ  "รู้แจ้ง"

     ความจริงหรือธรรมชาติที่ประกอบขึ้นด้วยสรรพสิ่ง  และปรากฏการณ์ทั้งหมดทั้งสิ้นของโลกและจักรวาล   จึงขึ้นกับการรับรู้ของสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์   ที่ต่างก็เห็นหรือรับรู้ไม่เหมือนกันเลยสักชนิดเดียว   สัตว์ทุกชนิดที่มีตาย่อมมองธรรมชาติรอบๆ  ตัวเห็น   หรือรับรู้ได้ด้วยอวัยวะที่ใช้ในการรับรู้-ซึ่งก็คือส่วนของรูปกาย-ได้ทั้งนั้น   โดยจะถูกแปลด้วยสมองหรือประสาทส่วนกลาง   แต่สัตว์ทุกชนิดที่ว่ามานั้นรวมทั้งมนุษย์ต่างก็จะเห็น   หรือรับรู้สิ่งเดียวกันหรือธรรมชาติอย่างเดียวกัน   และถูกแปลออกมาให้เห็นหรือรู้  (cognition)-เพื่อการดำรงอยู่ในโลกดาวเคราะห์ดวงนี้ให้รอดปลอดภัยให้ได้-ซึ่งอุปสรรคของการอยู่รอดและปลอดภัยนั้น   ย่อมแตกต่างกันไปตามชนิดของสัตว์นั้นๆ  การเห็นหรือการรับรู้  ทั้งๆ  ที่ความจริงที่แท้จริงนั้นเป็นคลื่นแสงที่สว่างไสวอย่างเดียวกัน   สัตว์แต่ละชนิดรวมทั้งมนุษย์จึงเห็นหรือรับรู้แตกต่างกันหรือไม่เหมือนกันเลย

     กลับมาที่เดิม   ผู้มีหน้าที่  "โดยตรง"  ในการอธิบายความจริงของโลก   จริงๆ  แล้วคือการอธิบายธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้น   ย้ำทั้งหมดทั้งสิ้นในด้านของความรู้ที่แน่นอน   เราต้องรวมที่มาของกระบวนการของความรู้และวิวัฒนาการของมันทั้งหมด  (ontology,  epistemology,  evolution)  คือนักวิทยาศาสตร์   นักปรัชญากับนักศาสนาความจริงทางกายภาพและวัตถุ  (physical  and  materialistic)  ในภาพรวมๆ  กายภาพหมายถึงรูปร่าง  (form)  ส่วนวัตถุก็คือวัตถุ  (matter)  ทั้งสองเป็นคุณลักษณะของ  "สิ่งของ"  (object) ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต   ซึ่งตั้งอยู่ข้างนอก-ในสถานที่  (space)  หรือมิติห่างออกไปจากตัวเรา  (subject)  ที่เป็นผู้สังเกตหรือผู้รับรู้-เรามักจะรวมสองอย่าง   ทั้งรูปร่าง  (ที่รวมคุณสมบัติรอง  (secondary  quality)  เช่น  สี  รส  กลิ่น  เสียง)  กับวัตถุไว้ด้วยกัน  (สิ่งของ)  แล้วจัดเป็นความรู้หรือวิทยาศาสตร์   ที่ผู้เขียนเรียกว่าวิทยาศาสตร์กายภาพ   หรือวัตถุนิยมซึ่งใช้ชี้วัดด้วยการชั่ง  วัด  หาปริมาตร  หรือจับเวลาหาระยะทาง   ทั้งหมดรับรู้ด้วยจิตตื่นรู้หรือจิตสำนึกของบุคคลที่สาม  (its)  ดังนั้นจึงเป็นวิทยาศาสตร์เก่าที่นำโดยฟิสิกส์   ที่นิวตันค้นพบเมื่อกลางศตวรรษที่  17  ซึ่งเราอาจเรียกวิทยาศาสตร์เฉยๆ  ก็ได้   โดยทั่วไปเราจะรวมกับพลังงานในวิทยาศาสตร์นี้   ที่แม้แต่วันนี้ทุกคนจะรู้จักพลังงานดี   แต่เราก็ไม่รู้ว่าพลังงานคืออะไร   เพียงแต่รู้ว่าพลังงานกับมวลเปลี่ยนกลับไปมาได้ตามกฎความสัมพัทธ์พิเศษของไอน์สไตน์   และทางศาสนาพุทธบอกว่า   พลังงานกับจิตพื้นฐานและธาตุพื้นฐานของจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกันแยกไม่ได้

     ความจริงของนักชีววิทยา  (Neo-Darwinism)  ชาร์ลส์  ดาร์วิน  ได้สร้างทฤษฎีของวิวัฒนาการแห่งชีวิตขึ้นมาจากการสังเกตของเขาเมื่อหลังกลางศตวรรษ  18  ว่าชีวิตเกิดขึ้นมาจากความบังเอิญและการคัดเลือกของธรรมชาติ  (chances  and  natural  selection)  ซึ่งทั้งสองอย่างหรือ  "การอยู่รอดของผู้ที่แข็งแรงกว่า"  ได้ถูกนำมาซึ่งความผิดพลาดของปณิธานและปรัชญาของสังคม   จนเป็นค่านิยมในปัจจุบันว่า  "ชีวิตคือการต่อสู้"  ดาร์วินิสม์ที่รวมกันกับการค้นพบกรรมพันธุ์และหน่วยพันธุกรรม  (genes)  ทำให้เกิดนีโอ-ดาร์วินิสม์ที่เป็นพื้นฐานของวิชาชีววิทยาของปัจจุบัน  ทั้งที่วิชาชีววิทยาและชาร์ลส์  ดาร์วิน  ที่พูดถึงชีวิต  แต่ไม่ได้พูดถึงว่าชีวิตคืออะไร? เลย

     ความจริงทางควอนตัมฟิสิกส์:  ฟิสิกส์ใหม่ประกอบด้วยสองกฎ   หรือสองทฤษฎีที่ให้ความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่สุด   ยิ่งกว่าทฤษฎีใดๆ  ของวิทยาศาสตร์ทุกๆ  อย่าง  และทั้งหมดที่โลกมี  คือกฎความสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์กับควอนตัมเมคานิกส์   ซึ่งมีขึ้นในช่วงต้นของศตวรรษที่  20  ทั้งคู่  แต่ที่สำคัญคือ   ฟิสิกส์ใหม่โดยเฉพาะควอนตัมคล้ายกับพุทธศาสนาที่สุด  คือเราไม่สามารถบอกได้ว่าอนุภาคหรือสารอยู่ที่ไหน   หรือกำลังทำอะไรพร้อมกันได้  และการกระทำของมันจะมีแต่ความน่าจะเป็นไปได้หรือซ้อนๆ  กัน  ทั้งสามารถติดต่อกันได้เองโดยไม่มีสื่อ  (superposition & entanglement)

     ความจริงโดยเหตุผลกับสติปัญญา:  นักปรัชญายุคก่อนมีชื่อเสียงโดยตรรกะและเหตุผล   บางครั้งคนอ่านก็ไม่ค่อยเข้าใจเพราะลึกเกิน   แต่ระยะหลังๆ  เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี   ความจริงทางปรัชญาจึงตามวิทยาศาสตร์ไปเรื่อยๆ  ยกเว้นเรื่องของศาสนา  ปรัชญากับของจิต   ที่ทำให้ปรัชญากับจิตวิทยาเดินไปด้วยกัน  ดังที่นีตเชพูดในซาราทูสตรา  ว่า  "พระเจ้าตายแล้ว  วิทยาศาสตร์ได้ฆ่าจิตวิญญาณไปแล้ว"  ความจริงทางพุทธศาสนา-โปรดอ่านในไทยโพสต์ฉบับวันอาทิตย์ที่แล้ว.


ปรับขนาดอักษร - +