| ความทรงจำนอกมิติ |
| วิทยาศาสตร์ - ฟิสิกส์ |
| วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2009 เวลา 10:19 น. |
|
ความจริงมีหลายแบบ-แบบไหนจริง? น้ำใส ขอนำเสนอความทรงจำนอกมิติ เห็นหัวข้อแล้วหลายๆท่านเกิดความสนใจใช่ใหมละ ลองติดตามอ่านกันดูเลยจ้า จริงๆ แล้วชื่อของบทความของวันนี้อาจจะตีความได้หลายอย่าง เช่น แสดงถึงความยโสโอหังของผู้เขียนที่ทำตัวเยี่ยงผู้รอบรู้ก็ได้ หรือผู้เขียนรู้ได้อย่างไร? ว่าเป็นความจริงแท้? อะไรล่ะคือความจริงปลอม? ฯลฯ ว่าแล้วก็เลยไม่อ่าน อย่างไรก็ตามถ้าหากท่านผู้อ่านที่อ่านบทความบทนี้จนจบได้ ขอรับรองได้เลยว่าต้องได้รับความรู้จริงๆ ที่อาจไม่เคยรู้มาก่อนติดไม้ติดมือไปบ้างไม่มากก็น้อย ความจริงที่เรา-สาธารณชนคนทั่วไป-รู้และมั่นใจว่าพิสูจน์ได้ หรือเราเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างยิ่งโดยไม่เคยจะคิดถาม เพราะได้ยินได้ฟังได้ปฏิบัติมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ยังแบเบาะมาเพียงอย่างเดียว ซ้ำๆ ซากๆ มาตั้งแต่สมองยังไม่ได้มีวิวัฒนาการมาได้อย่างสมบูรณ์ พูดง่ายๆ ยังไม่มีพัฒนาการของเหตุผลที่พัฒนาเจริญเติบโตของสมองกลีบหน้าสุด นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และนักศาสนา รวมทั้งนักเทววิทยาที่มีหน้าที่แสวงหาความจริงที่แท้จริง แต่ทั้งสามวินัย-แม้จะหาสิ่งเดียวกัน-แต่ใช้วิธีการคนละอย่างกัน นักวิทยาศาสตร์ (กายภาพเก่าๆ เดิมๆ) เชื่อและใช้เฉพาะอวัยวะประสาทสัมผัสรับรู้ภายนอกทั้งห้า ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส-รับรู้ว่าจริง เรียกว่าพิสูจน์และสามารถทำซ้ำโดยใครก็ได้ ที่แน่ละใครทุกคนย่อมเห็นช้างเป็นช้างเหมือนกัน ไม่มีใครมองเห็นว่าช้างเป็นกิ้งกือ ส่วนนักปรัชญาจะใช้ความคิดจิตรู้ที่อยู่ภายใน หรือตัวแปลที่สมองแปลสิ่งที่อวัยวะประสาทสัมผัสรับรู้ภายนอกบอก แล้วคิดด้วยความคิดพิจารณาบนเหตุผลหรือสติปัญญา (intelligence) ส่วนนักศาสนาใช้จิตวิญญาณ หรือใช้จิตไร้สำนึกที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในจักรวาล (ที่มองไม่เห็น รับรู้ไม่ได้โดยอวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกทั้งห้า ทำให้เราส่วนใหญ่มากๆ จึงไม่รู้และไม่เชื่อ) ทำหน้าที่เป็นตัวรู้ แต่เนื่องจากเป็นการรู้เฉพาะตัวเองในฐานะบุคคลที่หนึ่งเท่านั้น คนที่ไม่รู้ไม่เห็นจึงยากที่จะเชื่อ ซ้ำร้ายยังมีนักเทววิทยาจิตนิยมงมงาย ทำให้ผู้ที่ไม่เชื่ออยู่แล้วไม่เชื่อมากขึ้น งมงายยิ่งขึ้น นักวิทยาศาสตร์ทุกๆ คนเลยต่างก็รู้และจะตอบอย่างเดียวกันว่า สัตว์ทุกชนิดและทุกตัว ถ้ามีตาแล้วย่อมมองเห็นเพื่อรู้จักหาอาหารและเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย แต่สัตว์ทุกชนิดและทุกตัวจะเห็นแตกต่างและไม่เห็นเช่นที่มนุษย์เห็น เช่น ปลาหรือกบจะมองเห็นแค่สองสีเท่านั้น เราต้องเข้าใจว่าโลกใบเดียวกันก็น่าจะประกอบด้วยธรรมชาติอย่างเดียวกัน แต่ที่สัตว์ทั้งหลายมองเห็นหรือรับรู้ไม่เหมือนกัน อยู่ที่การแปลธรรมชาติรอบๆ ตัวไม่เหมือนกัน ทำไมถึงแปลไม่เหมือนล่ะ? แล้วอะไรที่ทำหน้าที่แปล? คงต้องตอบต่อไปว่าที่แปลไม่เหมือนกัน เพราะสัตว์หรือคนก็ตามล้วนมีการเอาตัวให้รอดปลอดภัยที่ไม่เหมือนกันทั้งนั้นทั้งโลกเลย ส่วนการแปลเป็นหน้าที่หนึ่งของสมอง แต่สำหรับมนุษย์มักจะเรียกสิ่งที่แปลนี้ว่าจิตใจ หรือจิตรู้ หรือจิตสำนึก สมองจะต้องมีหน้าที่สำคัญอย่างน้อยก็สองอย่าง หนึ่งคือทำหน้าที่แปลอย่างว่า ซึ่งทำให้เรารู้สิ่งที่อวัยวะประสาทสัมผัสภายนอกบอกเราว่าสิ่งนี้กินได้ สิ่งโน้นกินไม่ได้ ตรงนี้ปลอดภัยแต่ตรงโน้นไม่ปลอดภัยหรืออันตราย ซึ่งเราจะต้องรู้เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอด สองคือ สมองทำหน้าที่ให้จิตเปลี่ยนเป็นจิตใจ หรือทำหน้าที่บริหารจิตไร้สำนึกให้เป็นจิตสำนึกหรือจิตรู้ เพื่อให้สัตว์โลกเรียนรู้โลกและจักรวาลที่เขียนบ่อยๆ คือ "รู้รอด" และโดยเฉพาะมนุษย์ "รู้ว่ารู้" และ "รู้แจ้ง" ความจริงหรือธรรมชาติที่ประกอบขึ้นด้วยสรรพสิ่ง และปรากฏการณ์ทั้งหมดทั้งสิ้นของโลกและจักรวาล จึงขึ้นกับการรับรู้ของสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ ที่ต่างก็เห็นหรือรับรู้ไม่เหมือนกันเลยสักชนิดเดียว สัตว์ทุกชนิดที่มีตาย่อมมองธรรมชาติรอบๆ ตัวเห็น หรือรับรู้ได้ด้วยอวัยวะที่ใช้ในการรับรู้-ซึ่งก็คือส่วนของรูปกาย-ได้ทั้งนั้น โดยจะถูกแปลด้วยสมองหรือประสาทส่วนกลาง แต่สัตว์ทุกชนิดที่ว่ามานั้นรวมทั้งมนุษย์ต่างก็จะเห็น หรือรับรู้สิ่งเดียวกันหรือธรรมชาติอย่างเดียวกัน และถูกแปลออกมาให้เห็นหรือรู้ (cognition)-เพื่อการดำรงอยู่ในโลกดาวเคราะห์ดวงนี้ให้รอดปลอดภัยให้ได้-ซึ่งอุปสรรคของการอยู่รอดและปลอดภัยนั้น ย่อมแตกต่างกันไปตามชนิดของสัตว์นั้นๆ การเห็นหรือการรับรู้ ทั้งๆ ที่ความจริงที่แท้จริงนั้นเป็นคลื่นแสงที่สว่างไสวอย่างเดียวกัน สัตว์แต่ละชนิดรวมทั้งมนุษย์จึงเห็นหรือรับรู้แตกต่างกันหรือไม่เหมือนกันเลย กลับมาที่เดิม ผู้มีหน้าที่ "โดยตรง" ในการอธิบายความจริงของโลก จริงๆ แล้วคือการอธิบายธรรมชาติทั้งหมดทั้งสิ้น ย้ำทั้งหมดทั้งสิ้นในด้านของความรู้ที่แน่นอน เราต้องรวมที่มาของกระบวนการของความรู้และวิวัฒนาการของมันทั้งหมด (ontology, epistemology, evolution) คือนักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญากับนักศาสนาความจริงทางกายภาพและวัตถุ (physical and materialistic) ในภาพรวมๆ กายภาพหมายถึงรูปร่าง (form) ส่วนวัตถุก็คือวัตถุ (matter) ทั้งสองเป็นคุณลักษณะของ "สิ่งของ" (object) ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งตั้งอยู่ข้างนอก-ในสถานที่ (space) หรือมิติห่างออกไปจากตัวเรา (subject) ที่เป็นผู้สังเกตหรือผู้รับรู้-เรามักจะรวมสองอย่าง ทั้งรูปร่าง (ที่รวมคุณสมบัติรอง (secondary quality) เช่น สี รส กลิ่น เสียง) กับวัตถุไว้ด้วยกัน (สิ่งของ) แล้วจัดเป็นความรู้หรือวิทยาศาสตร์ ที่ผู้เขียนเรียกว่าวิทยาศาสตร์กายภาพ หรือวัตถุนิยมซึ่งใช้ชี้วัดด้วยการชั่ง วัด หาปริมาตร หรือจับเวลาหาระยะทาง ทั้งหมดรับรู้ด้วยจิตตื่นรู้หรือจิตสำนึกของบุคคลที่สาม (its) ดังนั้นจึงเป็นวิทยาศาสตร์เก่าที่นำโดยฟิสิกส์ ที่นิวตันค้นพบเมื่อกลางศตวรรษที่ 17 ซึ่งเราอาจเรียกวิทยาศาสตร์เฉยๆ ก็ได้ โดยทั่วไปเราจะรวมกับพลังงานในวิทยาศาสตร์นี้ ที่แม้แต่วันนี้ทุกคนจะรู้จักพลังงานดี แต่เราก็ไม่รู้ว่าพลังงานคืออะไร เพียงแต่รู้ว่าพลังงานกับมวลเปลี่ยนกลับไปมาได้ตามกฎความสัมพัทธ์พิเศษของไอน์สไตน์ และทางศาสนาพุทธบอกว่า พลังงานกับจิตพื้นฐานและธาตุพื้นฐานของจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกันแยกไม่ได้ ความจริงของนักชีววิทยา (Neo-Darwinism) ชาร์ลส์ ดาร์วิน ได้สร้างทฤษฎีของวิวัฒนาการแห่งชีวิตขึ้นมาจากการสังเกตของเขาเมื่อหลังกลางศตวรรษ 18 ว่าชีวิตเกิดขึ้นมาจากความบังเอิญและการคัดเลือกของธรรมชาติ (chances and natural selection) ซึ่งทั้งสองอย่างหรือ "การอยู่รอดของผู้ที่แข็งแรงกว่า" ได้ถูกนำมาซึ่งความผิดพลาดของปณิธานและปรัชญาของสังคม จนเป็นค่านิยมในปัจจุบันว่า "ชีวิตคือการต่อสู้" ดาร์วินิสม์ที่รวมกันกับการค้นพบกรรมพันธุ์และหน่วยพันธุกรรม (genes) ทำให้เกิดนีโอ-ดาร์วินิสม์ที่เป็นพื้นฐานของวิชาชีววิทยาของปัจจุบัน ทั้งที่วิชาชีววิทยาและชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่พูดถึงชีวิต แต่ไม่ได้พูดถึงว่าชีวิตคืออะไร? เลย ความจริงทางควอนตัมฟิสิกส์: ฟิสิกส์ใหม่ประกอบด้วยสองกฎ หรือสองทฤษฎีที่ให้ความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่สุด ยิ่งกว่าทฤษฎีใดๆ ของวิทยาศาสตร์ทุกๆ อย่าง และทั้งหมดที่โลกมี คือกฎความสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์กับควอนตัมเมคานิกส์ ซึ่งมีขึ้นในช่วงต้นของศตวรรษที่ 20 ทั้งคู่ แต่ที่สำคัญคือ ฟิสิกส์ใหม่โดยเฉพาะควอนตัมคล้ายกับพุทธศาสนาที่สุด คือเราไม่สามารถบอกได้ว่าอนุภาคหรือสารอยู่ที่ไหน หรือกำลังทำอะไรพร้อมกันได้ และการกระทำของมันจะมีแต่ความน่าจะเป็นไปได้หรือซ้อนๆ กัน ทั้งสามารถติดต่อกันได้เองโดยไม่มีสื่อ (superposition & entanglement) ความจริงโดยเหตุผลกับสติปัญญา: นักปรัชญายุคก่อนมีชื่อเสียงโดยตรรกะและเหตุผล บางครั้งคนอ่านก็ไม่ค่อยเข้าใจเพราะลึกเกิน แต่ระยะหลังๆ เพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ความจริงทางปรัชญาจึงตามวิทยาศาสตร์ไปเรื่อยๆ ยกเว้นเรื่องของศาสนา ปรัชญากับของจิต ที่ทำให้ปรัชญากับจิตวิทยาเดินไปด้วยกัน ดังที่นีตเชพูดในซาราทูสตรา ว่า "พระเจ้าตายแล้ว วิทยาศาสตร์ได้ฆ่าจิตวิญญาณไปแล้ว" ความจริงทางพุทธศาสนา-โปรดอ่านในไทยโพสต์ฉบับวันอาทิตย์ที่แล้ว. |
Youtube Channel
บทความใหม่
- เหตุผล 10 ข้อ ใช้ wordpress ขายสินค้า amazon
- การสร้างรายได้กับเว็บไซต์ YouTube
- รถไฟความเร็วสูงมีไปเพื่ออะไร
- ขยะออนไลน์ยุคถดถอยของเว็บไซต์บนโลกไซเบอร์
- เกาะกระแสโลกออนไลน์สาวเกาหลี KW7412
- เวียดนามกับหลักสูตรการศึกษาใหม่เน้นสอนเด็กเก่งคอมพิวเตอร์ จนวิศวกร
- สถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ (Computer Architecture)
- แบตเตอรี่ของ MacBook เสี่ยงต่อการโดนแฮค
- เตือนใช้ไฟตัดหมอก ตำรวจจับ ปรับได้
- เรื่องที่คิดไปเอง
