วันพฤหัสบดี, 7 พฤษภาคม 2569

Subnetting คืออะไร? เจาะลึกวิธีการแบ่งเครือข่ายย่อย (Subnet) ฉบับเข้าใจง่าย นำไปใช้ได้จริง

เรียนรู้ว่า Subnetting คืออะไร พร้อมเจาะลึกวิธีการแบ่งเครือข่ายย่อย (Subnet) คำนวณ IP Address, Subnet Mask และ CIDR แบบทีละขั้นตอน เหมาะสำหรับสาย IT และ Network


ยินดีต้อนรับเพื่อนๆ ชาวไอทีเข้าสู่บทความจาก Numsai Tech ครับ หากคุณกำลังศึกษาเรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networking) หรือเตรียมตัวสอบใบประกาศนียบัตรอย่าง CCNA คำศัพท์หนึ่งที่คุณจะต้องเจอและอาจทำให้หลายคนรู้สึกปวดหัวในตอนแรกก็คือ “Subnetting”

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า Subnetting คืออะไร ทำไมผู้ดูแลระบบเครือข่าย (Network Administrator) ถึงต้องทำ และที่สำคัญที่สุดคือ “มันมีวิธีการคำนวณและแบ่งเครือข่ายย่อยอย่างไร?” แบบทีละขั้นตอน ให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบงานจริงได้อย่างมืออาชีพครับ


การแบ่งเครือข่ายย่อย (Subnet)

Subnetting คืออะไร?

Subnetting หรือ การแบ่งเครือข่ายย่อย คือกระบวนการทางตรรกะ (Logical Process) ในการแบ่งเครือข่าย IP (IP Network) ขนาดใหญ่เพียงวงเดียว ให้กลายเป็นเครือข่ายขนาดเล็กๆ หลายๆ วง เราเรียกเครือข่ายย่อยเหล่านี้ว่า “Subnet”

ลองจินตนาการว่า IP Address คือที่อยู่ของบ้าน (Network) หากคุณมีที่ดินผืนใหญ่มาก (Class A หรือ B) และสร้างบ้านเรียงกันเป็นหมื่นๆ หลังโดยไม่มีการแบ่งซอย การส่งจดหมายหรือการจัดการระบบสาธารณูปโภคย่อมวุ่นวาย Subnetting ก็คือการสร้าง “ซอยย่อย” (Subnets) ในที่ดินผืนนั้น เพื่อให้จัดการได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

โดยปกติแล้ว IP Address เวอร์ชัน 4 (IPv4) จะประกอบไปด้วยตัวเลข 32 บิต ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:

  1. Network ID ส่วนที่ระบุว่าอุปกรณ์นี้อยู่ในเครือข่ายวงใด
  2. Host ID ส่วนที่ระบุหมายเลขประจำตัวของอุปกรณ์นั้นๆ ในเครือข่าย

การทำ Subnetting คือการ “ยืม” (Borrow) บิตจากส่วนที่เป็น Host ID มาใช้เป็นส่วนของ Network ID เพิ่มเติม ทำให้เราได้จำนวนเครือข่ายเพิ่มขึ้น แต่จำนวนอุปกรณ์ (Host) ต่อเครือข่ายจะลดลง

ทำไมเราถึงต้องทำ Subnetting?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเราถึงไม่ใช้ IP แบบเดิมๆ ไปเลย ทำไมต้องมานั่งคำนวณให้ยุ่งยาก? เหตุผลที่องค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีต้องทำ Subnetting มีดังนี้ครับ

  1. ลดความหนาแน่นของการจราจรข้อมูล (Reduce Broadcast Domain) ในเครือข่ายที่ไม่มีการแบ่ง Subnet เมื่อมีอุปกรณ์หนึ่งส่งสัญญาณ Broadcast (ส่งหาทุกคน) อุปกรณ์ทุกตัวในเครือข่ายจะได้รับข้อมูลนั้น หากมีเครื่องคอมพิวเตอร์หลักพันเครื่อง เครือข่ายจะช้าลงอย่างมาก การแบ่ง Subnet จะจำกัด Broadcast ให้อยู่เฉพาะในวงย่อยนั้นๆ
  2. เพิ่มความปลอดภัย (Enhanced Security) เราสามารถแยกแผนกต่างๆ ออกจากกันได้ เช่น แยก Subnet ของแผนกบัญชี (ที่มีข้อมูลทางการเงิน) ออกจาก Subnet ของแผนกการตลาด หรือเครือข่าย Wi-Fi สำหรับแขก (Guest) ทำให้สามารถตั้งค่า Firewall และ Access Control List (ACL) ได้ง่ายและปลอดภัยขึ้น
  3. การบริหารจัดการที่ง่ายขึ้น (Simplified Management) การจัดกลุ่ม IP Address ให้เป็นหมวดหมู่ตามโซนตึก หรือตามแผนก ทำให้การค้นหาและแก้ไขปัญหา (Troubleshooting) ทำได้รวดเร็ว
  4. ประหยัด IP Address ป้องกันการสูญเสีย IP Address ไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยแบ่งขนาดเครือข่ายให้พอดีกับจำนวนอุปกรณ์ที่ใช้งานจริง

หลักการและสูตรคำนวณ Subnetting เบื้องต้น

ก่อนที่จะเริ่มคำนวณ เราต้องรู้จัก 2 สูตรคณิตศาสตร์ที่สำคัญในการหาจำนวน Subnet และจำนวน Host เสียก่อน

  • สูตรหาจำนวนเครือข่ายย่อย (Subnets) 2n (โดยที่ n คือ จำนวนบิตที่ยืมมาจาก Host portion)
  • สูตรหาจำนวนอุปกรณ์ใช้งานได้จริง (Usable Hosts per Subnet) 2h – 2 (โดยที่ h คือ จำนวนบิตของ Host ที่เหลืออยู่ สาเหตุที่ต้องลบ 2 เพราะต้องสงวนไว้สำหรับ Network Address และ Broadcast Address)

สัญลักษณ์ CIDR (Classless Inter-Domain Routing)

คุณอาจจะเคยเห็น IP Address ที่เขียนต่อท้ายด้วย /24, /26 หรือ /28 ตัวเลขเหล่านี้คือการระบุว่ามีบิตที่ถูกใช้เป็น Network ID จำนวนกี่บิต

  • ค่าเริ่มต้นของ Class C คือ /24 (Subnet Mask: 255.255.255.0)
  • หากเรายืมมา 2 บิต จะกลายเป็น /26 (Subnet Mask: 255.255.255.192)

สื่อถึงการคำนวณและโครงสร้างข้อมูล

วิธีการแบ่งเครือข่ายย่อย (Step-by-Step)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด เรามาดูตัวอย่างการคำนวณกันครับ

โจทย์: บริษัท Numsai Tech ได้รับ IP Address ช่วง 192.168.1.0/24 (Class C) และต้องการแบ่งเครือข่ายย่อยสำหรับ 4 แผนก (ต้องการ 4 Subnets)

ขั้นตอนที่ 1 หาจำนวนบิตที่ต้องยืม (n)

เราต้องการ 4 Subnets เข้าสูตร 2n >= 4

เมื่อคำนวณแล้ว จะได้ n = 2 (22 = 4)

ดังนั้น เราต้องยืม Host bit มา 2 บิต

ขั้นตอนที่ 2 คำนวณ Subnet Mask ใหม่

เดิมที /24 คือ 11111111.11111111.11111111.00000000

เมื่อยืมมา 2 บิต จะกลายเป็น /26

รูปแบบไบนารีใหม่: 11111111.11111111.11111111.11000000

แปลงกลับเป็นฐานสิบ จะได้ Subnet Mask ใหม่คือ 255.255.255.192

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณจำนวน Host ต่อ Subnet

จากที่ยืมไป 2 บิต บิตของ Host (h) จะเหลือ 6 บิต (จาก 8 บิต)

เข้าสูตร 2h – 2 จะได้ 26 – 2 = 64 – 2 = 62

หมายความว่า แต่ละแผนกจะมีคอมพิวเตอร์ใช้งานได้สูงสุด 62 เครื่อง

ขั้นตอนที่ 4 หา Block Size (ตัวเลขกระโดด)

นำ 256 ลบด้วยเลขตัวสุดท้ายของ Subnet Mask ใหม่ (192)

256 – 192 = 64

หมายความว่า Subnet จะเพิ่มขึ้นทีละ 64

ขั้นตอนที่ 5 เขียนช่วง IP ของแต่ละ Subnet (ตารางสรุปผล)

  • Subnet 1
    • Network Address: 192.168.1.0
    • Usable IP Range: 192.168.1.1 ถึง 192.168.1.62
    • Broadcast Address: 192.168.1.63
  • Subnet 2
    • Network Address: 192.168.1.64
    • Usable IP Range: 192.168.1.65 ถึง 192.168.1.126
    • Broadcast Address: 192.168.1.127
  • Subnet 3
    • Network Address: 192.168.1.128
    • Usable IP Range: 192.168.1.129 ถึง 192.168.1.190
    • Broadcast Address: 192.168.1.191
  • Subnet 4
    • Network Address: 192.168.1.192
    • Usable IP Range: 192.168.1.193 ถึง 192.168.1.254
    • Broadcast Address: 192.168.1.255

ก้าวไปอีกขั้นกับ VLSM (Variable Length Subnet Mask)

ในการใช้งานจริง บางแผนกอาจมีพนักงาน 50 คน แต่บางแผนกอาจมีแค่ 2 คน การแบ่ง Subnet ให้มีขนาดเท่ากันทั้งหมด (Fixed Length) อาจทำให้สูญเสีย IP ไปอย่างน่าเสียดาย เทคโนโลยีจึงพัฒนามาสู่การทำ VLSM ซึ่งอนุญาตให้เราแบ่ง Subnet ซ้อน Subnet ทำให้แต่ละเครือข่ายย่อยมีขนาด (Subnet Mask) ที่แตกต่างกันได้ เพื่อรีดประสิทธิภาพการใช้ IPv4 ให้คุ้มค่าสูงสุด ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูงที่ Network Engineer ขาดไม่ได้เลยครับ

บทสรุป

การทำ Subnetting ไม่ใช่เรื่องของการท่องจำตัวเลข แต่เป็นการทำความเข้าใจโครงสร้างข้อมูลระดับบิต (Bit) และหลักตรรกะคอมพิวเตอร์ แม้ในปัจจุบันเรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ IPv6 ที่มีหมายเลข IP ให้ใช้อย่างเหลือเฟือ แต่เครือข่ายส่วนใหญ่ในโลกและระบบภายในองค์กร (LAN) ก็ยังคงพึ่งพา IPv4 อยู่ การเข้าใจเรื่อง Subnetting จึงถือเป็นรากฐาน (Foundation) ที่แข็งแกร่งสำหรับใครก็ตามที่ต้องการเติบโตในสายงาน IT, Cyber Security หรือ Network Engineering ครับ

หากชื่นชอบบทความสาระความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี โครงสร้างข้อมูล และฮาร์ดแวร์แบบนี้ อย่าลืมติดตามบทความใหม่ๆ จาก Numsai Tech ของเรานะครับ!

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
วิธีตั้งค่า Router Wi-Fi ภายในบ้านให้ปลอดภัยและเร็วแรงทะลุจอ (ฉบับผู้เชี่ยวชาญ)
คู่มือฉบับสมบูรณ์ เจาะลึก “ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์” (Computer Network) ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงความปลอดภัยไซเบอร์
เจาะลึกความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ในยุค AI อาวุธใหม่ โอกาส และความท้าทายแห่งอนาคต
เจาะลึกโพรโทคอล TCP/IP หัวใจสำคัญการสื่อสารบนอินเทอร์เน็ต | Numsai Tech
เจาะลึก SanDisk กับวัฏจักรราคา NAND Flash เมื่อยุค AI ขับเคลื่อนตลาดหน่วยความจำ
🔒 หมดปัญหา Work From Anywhere! สร้างระบบ ZTNA ให้ปลอดภัยขั้นสุดด้วย FortiGate 120G