
หากคุณกำลังมองหาไฟร์วอลล์ (Firewall) ที่เป็น “ตัวตึง” ของยุคนี้ FortiGate Series G คือคำตอบที่น่าสนใจที่สุดครับ เพราะนี่คือการอัปเกรดครั้งใหญ่จากรุ่น Series F ที่เราคุ้นเคย โดยเน้นไปที่ความแรงของชิปประมวลผลใหม่และการรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
บทความนี้จะสรุปทุกมิติที่คุณต้องรู้ ตั้งแต่สเปกภายในไปจนถึงความคุ้มค่าในการลงทุนครับ
1. หัวใจสำคัญ ทำไมต้องเป็น “Series G”?
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของ Series G คือการเปลี่ยนมาใช้ชิปประมวลผล FortiSP5 (Security Processor 5) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) รุ่นล่าสุดของ Fortinet
- แรงขึ้นแต่กินไฟน้อยลง ชิปตัวนี้ถูกออกแบบมาให้ประมวลผลด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะ ทำให้มันทำงานได้เร็วกว่า CPU ทั่วไปหลายเท่า ในขณะที่ใช้พลังงานน้อยลงถึง 80% เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
- Latency ต่ำมาก เหมาะกับแอปพลิเคชันยุคใหม่ที่ต้องการความเร็วสูง เช่น Video Conference (Zoom/Teams), การเทรดหุ้น หรือระบบ Cloud
2. เจาะลึกความปลอดภัย (Security Focus)
FortiGate Series G ไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว แต่มันคือ “เกราะป้องกัน AI” ที่ทำงานร่วมกับ FortiGuard Services:
- AI-Powered Security ใช้ระบบ AI และ Machine Learning ในการตรวจจับมัลแวร์สายพันธุ์ใหม่ (Zero-day threats) ได้แบบเรียลไทม์
- Deep Packet Inspection (SSL/TLS) ปัจจุบันทราฟฟิกเว็บส่วนใหญ่เข้ารหัส (HTTPS) ซึ่งไวรัสชอบแอบมาในนี้ ชิป SP5 ช่วยให้การ “แกะดู” ข้อมูลที่เข้ารหัสทำได้เร็วขึ้นมาก โดยไม่ทำให้เน็ตอืด
- Universal ZTNA (Zero Trust Network Access) รองรับการตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้งานจากทุกที่ ไม่ว่าจะทำงานที่บ้านหรือออฟฟิศ ช่วยลดความเสี่ยงจากการโดนแฮกผ่าน VPN แบบเดิมๆ
3. ตารางเปรียบเทียบรุ่นยอดนิยม (Series G)
เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่า นี่คือรุ่นที่ตลาดให้ความสนใจมากที่สุดในปี 2026
| รุ่น (Model) | เหมาะสำหรับ | Firewall Throughput | Threat Protection | จุดเด่น |
| FG-30G | SOHO / ร้านค้าปลีก | 4 Gbps | 500 Mbps | ตัวเล็ก ประหยัดไฟ ไม่มีพัดลม (เงียบ) |
| FG-50G | ออฟฟิศขนาดเล็ก (<20 คน) | 5 Gbps | 1.1 Gbps | คุ้มค่าที่สุดสำหรับ SMB เริ่มต้น |
| FG-90G | องค์กรขนาดกลาง / สาขา | 28 Gbps | 2.2 Gbps | พอร์ตความเร็วสูง รองรับเน็ต 2.5G/5G |
| FG-120G | องค์กรขนาดใหญ่ / Campus | 39 Gbps | 2.8 Gbps | รองรับ User จำนวนมากและการทำ SD-WAN |
| FG-900G | Data Center / HQ | 164 Gbps | 30 Gbps | พอร์ต 25G SFP28 รองรับงานหนักมหาศาล |
4. มุมมองความคุ้มค่า (Value for Money)
หากคุณกำลังลังเลว่าจะซื้อรุ่นเก่า (Series F) หรือรุ่นใหม่ (Series G) ดี? ให้พิจารณาดังนี้ครับ:
- อายุการใช้งาน (Product Life Cycle) Series G เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน คุณจะได้รับการซัพพอร์ตและการอัปเดต Firmware ไปอีกยาวนาน (7-10 ปี+)
- ประสิทธิภาพต่อราคา (Performance per Dollar) ในราคาที่ใกล้เคียงกับรุ่นเดิม Series G ให้ความเร็ว (Throughput) ที่สูงกว่าเกือบเท่าตัว นั่นหมายถึงคุณรองรับความเร็วอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้สบาย
- ค่าไฟ (Operational Cost) ด้วยชิป SP5 ที่ประหยัดพลังงาน สำหรับองค์กรที่ต้องเปิดไฟร์วอลล์ 24/7 หลายๆ ตัว ค่าไฟที่ประหยัดได้อาจคืนทุนค่าเครื่องได้ในระยะยาว
5. การใช้งานจริง (Ease of Use)
FortiGate ขึ้นชื่อเรื่อง FortiOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่รวมทุกอย่างไว้ในหน้าเดียว (Single Pane of Glass)
- SD-WAN ในตัว ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเพื่อรวมลิงก์อินเทอร์เน็ตหลายเส้น ช่วยให้การเข้าถึง Cloud (SaaS) ลื่นไหล
- Centralized Management หากคุณมีหลายสาขา สามารถบริหารจัดการผ่าน FortiCloud ได้ง่ายๆ จากที่เดียว
- Automation: ตั้งค่าให้ระบบแจ้งเตือนหรือบล็อกการโจมตีโดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระงานของ IT Admin
สรุป FortiGate Series G คือการลงทุนที่ “ฉลาด” สำหรับยุคนี้ มันไม่ใช่แค่ไฟร์วอลล์ แต่เป็นแพลตฟอร์มความปลอดภัยที่พร้อมรองรับเน็ตความเร็วสูงและภัยคุกคามยุค AI ได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับราคาของ FortiGate Series G ในประเทศไทย (ข้อมูลประมาณการ ณ ปี 2026) จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ Hardware Only (เฉพาะตัวเครื่อง) และ Bundle (เครื่อง + License ความปลอดภัย UTP 1-5 ปี) ซึ่งเป็นแบบที่นิยมที่สุดครับ
นี่คือสรุปราคาโดยประมาณ (รวม VAT 7% แล้ว) เพื่อให้คุณใช้ประกอบการตัดสินใจครับ:
1. กลุ่ม Small Office / สาขาขนาดเล็ก
เน้นความคุ้มค่า ตัวเครื่องขนาดเล็ก ประหยัดไฟ
- FortiGate 30G
- เฉพาะตัวเครื่อง ประมาณ 22,500 – 25,000 บาท
- Bundle (UTP 1 ปี): ประมาณ 32,000 – 35,000 บาท
- FortiGate 50G
- เฉพาะตัวเครื่อง ประมาณ 33,000 – 38,000 บาท
- Bundle (UTP 1 ปี): ประมาณ 45,000 – 55,000 บาท

2. กลุ่มองค์กรขนาดกลาง (รุ่นยอดนิยม)
รองรับความเร็วเน็ตสูง มีพอร์ตเชื่อมต่อที่หลากหลายขึ้น

- FortiGate 90G (รุ่นแนะนำสำหรับออฟฟิศสมัยใหม่)
- เฉพาะตัวเครื่อง ประมาณ 118,000 – 125,000 บาท
- Bundle (UTP 1 ปี) ประมาณ 145,000 – 160,000 บาท
- Bundle (UTP 3 ปี) ประมาณ 210,000 – 230,000 บาท
3. กลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ / สำนักงานใหญ่
เน้นการทำ SD-WAN และรองรับ User จำนวนมาก

- FortiGate 120G
- เฉพาะตัวเครื่อง ประมาณ 170,000 – 190,000 บาท
- Bundle (UTP 1 ปี): ประมาณ 230,000 – 260,000 บาท
- FortiGate 200G
- เฉพาะตัวเครื่อง ประมาณ 300,000 บาทขึ้นไป
- Bundle (UTP 1 ปี): ประมาณ 380,000 – 450,000 บาท (ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่น)
ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคา
- License คือหัวใจ ราคาเครื่องเปล่าจะดูไม่สูงมาก แต่ไฟร์วอลล์จะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ (กันไวรัส, บล็อกเว็บ) ต้องมี License UTP (Unified Threat Protection) ซึ่งราคามักจะอยู่ที่ประมาณ 30-40% ของราคาเครื่องต่อปี
- ซื้อยาวคุ้มกว่า การซื้อ Bundle แบบ 3 ปี หรือ 5 ปี มักจะมีส่วนลดค่า License ที่ถูกกว่าการซื้อต่ออายุแบบปีต่อปีค่อนข้างมาก
- บริการติดตั้ง ราคาข้างต้นมักเป็นราคา “เฉพาะอุปกรณ์” (Box Delivery) หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญมา Setup ระบบให้ มักจะมีค่าบริการ Professional Service เพิ่มเติมประมาณ 5,000 – 20,000 บาท แล้วแต่ความซับซ้อน
คำแนะนำ หากคุณต้องการนำไปใช้กับออฟฟิศที่มีคนประมาณ 30-50 คน และใช้เน็ตความเร็ว 1Gbps ผมแนะนำให้มองไปที่รุ่น 90G เป็นตัวยืนพื้นครับ เพราะพอร์ต 2.5G และชิป SP5 จะช่วยให้ใช้งานได้ยาวๆ โดยไม่คอขวด
สำหรับการเลือก FortiGate Series G ให้เหมาะสมกับจำนวนพนักงาน (User Scale) สิ่งสำคัญไม่ได้ดูแค่จำนวนคน แต่ต้องดู “ปริมาณการใช้งานข้อมูล (Throughput)” และการเปิดใช้งานฟีเจอร์ความปลอดภัย (Threat Protection) ด้วยครับ
นี่คือตารางสรุปการเลือกรุ่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์กรในแต่ละขนาดครับ
ตารางแนะนำรุ่น FortiGate Series G ตามจำนวนพนักงาน
| จำนวนพนักงาน | รุ่นที่แนะนำ (Recommended) | รุ่นสำรอง (Alternative/High Load) | เหตุผลและความเหมาะสม |
| 50 คน | FG-90G | FG-120G | 90G คือจุดเริ่มต้นที่คุ้มค่าที่สุด มีพอร์ต 10G/2.5G รองรับเน็ตความเร็วสูงได้สบาย |
| 150 คน | FG-120G | FG-200G | 120G มี Memory ที่มากกว่า รองรับ Session การใช้งานพร้อมกันได้ลื่นไหล ไม่หน่วง |
| 300 คน | FG-200G | FG-400G | 200G ออกแบบมาเพื่อรองรับงานระดับ Campus มีพอร์ต SFP+ 10Gbps หลายพอร์ต |
| 500 คน | FG-600G | FG-900G | 600G ให้ประสิทธิภาพด้าน Threat Protection สูงถึง 12-15 Gbps เหมาะกับงานหนัก |
| 1,000 คน+ | FG-900G | FG-1000F / 1200G | 900G เป็นสัตว์ร้าย (Beast) ของ Series G รองรับการเชื่อมต่อระดับ 25Gbps และ User มหาศาล |
รายละเอียดเจาะลึกตามกลุ่มการใช้งาน
1. ขนาด 50 คน (Small to Medium Office)
- รุ่นแนะนำ FortiGate 90G
- ทำไมถึงเหมาะ แม้ว่า 50 คน รุ่น 60F หรือ 70F จะทำได้ แต่ 90G คือการลงทุนเพื่ออนาคต เพราะชิป SP5 ช่วยให้การทำ Deep SSL Inspection (ตรวจไวรัสในเว็บ HTTPS) ทำได้เร็วมาก โดยที่พนักงานจะไม่รู้สึกว่าเน็ตช้าลงเลย
2. ขนาด 150 – 300 คน (Medium to Enterprise)
- รุ่นแนะนำ FortiGate 120G หรือ 200G
- ทำไมถึงเหมาะ: เมื่อคนเยอะขึ้น จำนวนอุปกรณ์ (Laptop, มือถือ, Tablet) จะเพิ่มเป็น 2-3 เท่าของจำนวนคน (เช่น 150 คน อาจมี 450 อุปกรณ์) รุ่น 120G/200G มีความสามารถในการจัดการ Concurrent Sessions (การเชื่อมต่อที่ค้างไว้) ได้นับล้านรายการ ช่วยให้ระบบไม่ค้างเวลาใช้งานหนักๆ
3. ขนาด 500 – 1,000 คนขึ้นไป (Large Enterprise / Data Center)
- รุ่นแนะนำ FortiGate 600G หรือ 900G
- ทำไมถึงเหมาะ ในสเกลนี้ ความปลอดภัยระดับสูง (IPS, Anti-malware, Sandboxing) จะกินทรัพยากรเครื่องมหาศาล 900G ถูกออกแบบมาให้รับมือกับทราฟฟิกมหาศาลนี้ได้โดยที่ความเร็วไม่ตก (Throughput ไม่ดรอป) และรองรับการทำ Redundancy (HA) เพื่อไม่ให้ระบบล่ม
3 ปัจจัยที่ต้องพิจารณาเพิ่มก่อนตัดสินใจซื้อ
- ความเร็วอินเทอร์เน็ต (Internet Speed) หากออฟฟิศคุณใช้เน็ต 2-3 เส้น (เส้นละ 1Gbps) รุ่นเล็กๆ อาจจะคอขวดที่พอร์ตเชื่อมต่อ ควรเลือกรุ่นที่มีพอร์ต 2.5G หรือ 10G อย่าง 90G ขึ้นไปครับ
- นโยบายการทำงาน (WFA/VPN) ถ้าพนักงาน 150 คน แต่ต้องต่อ VPN เข้ามาทำงานจากข้างนอกพร้อมกัน 100 คน คุณอาจต้องขยับรุ่นให้สูงขึ้น 1 ระดับ เพื่อให้ชิปประมวลผล VPN ทำงานได้ไม่หนักเกินไป
- การทำ High Availability (HA) สำหรับองค์กร 300 คนขึ้นไป แนะนำให้ซื้อ 2 เครื่อง (Pair) เพื่อทำ HA เผื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสีย เน็ตจะได้ไม่ตัดครับ